1066

อาการปวดกระดูกเชิงกราน

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการปวดอุ้งเชิงกราน: สาเหตุ อาการ การวินิจฉัย และการรักษา

บทนำ

อาการปวดอุ้งเชิงกรานหมายถึงความรู้สึกไม่สบายหรือปวดที่เกิดขึ้นในช่องท้องส่วนล่างหรือบริเวณอุ้งเชิงกราน อาจเป็นอาการของโรคต่างๆ ได้หลากหลาย ตั้งแต่ปัญหาสุขภาพสืบพันธุ์ไปจนถึงปัญหาในระบบทางเดินอาหารหรือทางเดินปัสสาวะ อาการปวดอุ้งเชิงกรานอาจเป็นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง และอาจมีความรุนแรงและระยะเวลาที่แตกต่างกัน บทความนี้จะเจาะลึกถึงสาเหตุ อาการที่เกี่ยวข้อง การวินิจฉัย และทางเลือกในการรักษาอาการปวดอุ้งเชิงกราน เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจและจัดการกับภาวะนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อะไรทำให้เกิดอาการปวดอุ้งเชิงกราน?

อาการปวดอุ้งเชิงกรานอาจเกิดจากหลายสาเหตุ โดยบางสาเหตุเกี่ยวข้องกับอวัยวะในบริเวณอุ้งเชิงกราน ในขณะที่บางสาเหตุอาจเกิดจากปัญหาในระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินปัสสาวะ หรือระบบกล้ามเนื้อและโครงกระดูก สาเหตุทั่วไปของอาการปวดอุ้งเชิงกราน ได้แก่:

1. ภาวะสุขภาพสืบพันธุ์

  • เยื่อบุโพรงมดลูก: ภาวะที่เนื้อเยื่อคล้ายกับเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตออกนอกโพรงมดลูก ทำให้เกิดอาการปวดและไม่สบายบริเวณอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะในระหว่างมีประจำเดือน
  • โรคอักเสบในอุ้งเชิงกราน (PID): การติดเชื้อของอวัยวะสืบพันธุ์ มักเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดอุ้งเชิงกรานและปัญหาการเจริญพันธุ์ได้
  • เนื้องอก: การเจริญเติบโตที่ไม่ใช่เนื้อร้ายในมดลูกซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะในระหว่างมีประจำเดือนหรือมีเพศสัมพันธ์
  • ซีสต์รังไข่: ถุงที่เต็มไปด้วยของเหลวที่เกิดขึ้นบนรังไข่ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดในอุ้งเชิงกรานหากถุงแตกหรือบิดเบี้ยว
  • อาการปวดที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์: ภาวะต่างๆ เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือการแท้งบุตร อาจทำให้เกิดอาการปวดอุ้งเชิงกรานแบบจี๊ดๆ หรือคล้ายตะคริวได้

2. ปัญหาระบบทางเดินอาหาร

  • อาการลำไส้แปรปรวน (IBS): โรคทางระบบทางเดินอาหารที่ทำให้เกิดอาการปวดเกร็งในช่องท้อง ท้องอืด และการเปลี่ยนแปลงของการขับถ่าย มักทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายในอุ้งเชิงกราน
  • โรคลำไส้อักเสบ (IBD): โรคเรื้อรัง เช่น โรคโครห์นหรือลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล อาจทำให้เกิดการอักเสบในระบบย่อยอาหาร ส่งผลให้เกิดอาการปวดในอุ้งเชิงกราน
  • อาการท้องผูก: อาการท้องผูกเรื้อรังอาจทำให้เกิดอาการกดทับในอุ้งเชิงกรานและไม่สบายตัวเนื่องจากมีอุจจาระตกค้างอยู่ในลำไส้

3. ปัญหาระบบทางเดินปัสสาวะ

  • การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTIs): การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะอาจทำให้เกิดอาการปวดในอุ้งเชิงกราน ร่วมกับอาการต่างๆ เช่น ปัสสาวะบ่อย แสบร้อน และปัสสาวะขุ่น
  • โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบคั่นระหว่างหน้า: ภาวะเรื้อรังที่ทำให้เกิดการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้เกิดอาการปวดในอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะเมื่อกระเพาะปัสสาวะเต็ม

4. ปัญหาทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ

  • ภาวะผิดปกติของพื้นเชิงกราน: ปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อบริเวณอุ้งเชิงกราน เช่น กล้ามเนื้อตึงหรืออ่อนแรง อาจทำให้เกิดอาการเจ็บปวดในระหว่างการเคลื่อนไหว นั่ง หรือมีเพศสัมพันธ์
  • ไส้เลื่อน: ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบหรือต้นขาสามารถทำให้เกิดอาการปวดเฉพาะที่ในบริเวณอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะเมื่อยกของหรือเคลื่อนไหว

อาการที่เกี่ยวข้อง

อาการปวดอุ้งเชิงกรานอาจมาพร้อมกับอาการอื่นๆ อีกหลายอาการ ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งอาจรวมถึง:

  • มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติหรือตกขาว
  • ปัสสาวะลำบากหรือมีเลือดในปัสสาวะ
  • การเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนไหวของลำไส้ เช่น ท้องเสียหรือท้องผูก
  • อาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้ (โดยเฉพาะเมื่อมีการติดเชื้อ)
  • อาการอ่อนเพลียหรือน้ำหนักลด (ในภาวะเรื้อรัง)
  • ความยากลำบากในระหว่างกิจกรรมทางเพศหรือการมีเพศสัมพันธ์
  • อาการบวมหรือเจ็บบริเวณอุ้งเชิงกราน

เมื่อใดควรไปพบแพทย์

การไปพบแพทย์เป็นสิ่งสำคัญหากคุณพบอาการดังต่อไปนี้:

  • อาการปวดเชิงกรานรุนแรงหรือรู้สึกไม่สบายที่ไม่ดีขึ้นแม้จะใช้ยาแก้ปวดที่ซื้อเอง
  • อาการปวดที่มักมีเลือดออกผิดปกติ มีไข้ หรืออาเจียนร่วมด้วย
  • อาการปวดเชิงกรานที่รบกวนการทำกิจกรรมประจำวันหรือทำให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมาก
  • อาการปวดที่เกิดจากการตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าแท้งบุตรหรือตั้งครรภ์นอกมดลูก

การวินิจฉัยอาการปวดเชิงกราน

การวินิจฉัยอาการปวดอุ้งเชิงกรานต้องมีประวัติทางการแพทย์อย่างละเอียด การตรวจร่างกาย และบางครั้งต้องมีการทดสอบเพิ่มเติม ซึ่งอาจรวมถึง:

  • การตรวจกระดูกเชิงกราน: การตรวจร่างกายเพื่อประเมินอวัยวะในอุ้งเชิงกราน ตรวจหาความเจ็บปวด และตรวจหาความผิดปกติอื่นๆ
  • อัลตราซาวด์: การทดสอบภาพที่จะช่วยให้มองเห็นอวัยวะสืบพันธุ์และตรวจพบภาวะต่างๆ เช่น ซีสต์ในรังไข่ เนื้องอกในมดลูก หรือโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
  • การสแกน CT หรือ MRI: การทดสอบภาพที่อาจใช้ประเมินโครงสร้างที่ลึกลงไปในอุ้งเชิงกราน เช่น ลำไส้หรือระบบทางเดินปัสสาวะ
  • การทดสอบเลือด: เพื่อตรวจหาการติดเชื้อ ความไม่สมดุลของฮอร์โมน หรือเครื่องหมายของการอักเสบ
  • การส่องกล้อง: ขั้นตอนการผ่าตัดที่ช่วยให้แพทย์สามารถดูภายในช่องท้องและอุ้งเชิงกรานเพื่อวินิจฉัยโรคต่างๆ เช่น โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือโรคอักเสบในอุ้งเชิงกราน

ทางเลือกในการรักษาอาการปวดเชิงกราน

การรักษาอาการปวดอุ้งเชิงกรานขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แท้จริง วิธีการรักษาทั่วไป ได้แก่:

1. ยา

  • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs): ยาแก้ปวดที่ซื้อเองได้ เช่น ไอบูโพรเฟน สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดในอุ้งเชิงกรานระดับเล็กน้อยถึงปานกลางที่เกิดจากอาการอักเสบได้
  • ยาปฏิชีวนะ: หากอาการปวดในอุ้งเชิงกรานเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือโรคอักเสบในอุ้งเชิงกราน จะมีการสั่งยาปฏิชีวนะ
  • การบำบัดด้วยฮอร์โมน: สำหรับปัญหาสุขภาพสืบพันธุ์ เช่น โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือเนื้องอกในมดลูก การใช้ยาฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิด โปรเจสตินหรือยาที่กระตุ้น GnRH สามารถช่วยลดอาการปวดและควบคุมรอบเดือนได้
  • กล้ามเนื้อผ่อนคลาย: สำหรับอาการผิดปกติของพื้นเชิงกรานหรืออาการปวดที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ ยาคลายกล้ามเนื้อสามารถบรรเทาความตึงเครียดและเพิ่มความสบายได้

2. กายภาพบำบัด

  • การออกกำลังกายอุ้งเชิงกราน: การบำบัดพื้นเชิงกรานสามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและบรรเทาอาการปวดในบุคคลที่มีภาวะผิดปกติของพื้นเชิงกรานได้
  • biofeedback: เทคนิคนี้สอนให้ผู้ป่วยควบคุมความตึงของกล้ามเนื้อและปรับปรุงการประสานงานของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

3 ศัลยกรรม

  • มดลูก: ในกรณีที่มีเนื้องอกในมดลูกรุนแรง โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือภาวะอื่นๆ ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น อาจแนะนำให้ทำการผ่าตัดมดลูกออก
  • การผ่าตัดซีสต์รังไข่: การผ่าตัดเพื่อเอาซีสต์รังไข่ขนาดใหญ่หรือมีปัญหาออกอาจจำเป็นถ้าซีสต์ดังกล่าวทำให้เกิดอาการปวดมาก
  • การผ่าตัดโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่: การผ่าตัดผ่านกล้องสามารถใช้เพื่อเอาเนื้อเยื่อเยื่อบุโพรงมดลูกซึ่งเป็นสาเหตุของอาการเจ็บปวดในผู้ที่เป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ออกได้

4. การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์

  • การเปลี่ยนแปลงของอาหาร: การรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงและอาหารแปรรูปต่ำสามารถช่วยจัดการกับสาเหตุของอาการปวดในอุ้งเชิงกรานที่เกิดจากระบบทางเดินอาหาร เช่น IBS หรืออาการท้องผูกได้
  • การจัดการความเครียด: การฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย เช่น โยคะ สมาธิ หรือการหายใจเข้าลึกๆ อาจช่วยลดอาการปวดอุ้งเชิงกรานที่เกี่ยวข้องกับความเครียดได้
  • การออกกำลังกายปกติ: การออกกำลังกายสามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและลดอาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะอาการต่างๆ เช่น ภาวะผิดปกติของพื้นเชิงกรานหรือโรคไฟโบรไมอัลเจีย

ข้อเท็จจริงและตำนานเกี่ยวกับอาการปวดอุ้งเชิงกราน

ความเข้าใจผิดที่ 1: "อาการปวดอุ้งเชิงกรานมักเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงอาการร้ายแรง"

ความจริง: แม้ว่าอาการปวดอุ้งเชิงกรานอาจเกิดจากภาวะร้ายแรง เช่น มะเร็งหรือการติดเชื้อ แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากปัญหาที่ไม่ร้ายแรง เช่น อาการปวดประจำเดือนหรืออาการท้องผูก

ความเข้าใจผิดที่ 2: “อาการปวดอุ้งเชิงกรานเป็นปัญหาของผู้หญิงเท่านั้น”

ความจริง: แม้ว่าสาเหตุหลายประการของอาการปวดอุ้งเชิงกรานจะพบได้บ่อยในผู้หญิง แต่ผู้ชายก็สามารถมีอาการปวดอุ้งเชิงกรานที่เกี่ยวข้องกับภาวะต่างๆ เช่น ต่อมลูกหมากอักเสบหรือไส้เลื่อนได้เช่นกัน

ภาวะแทรกซ้อนจากการละเลยอาการปวดอุ้งเชิงกราน

หากไม่ได้รับการรักษา อาการปวดอุ้งเชิงกรานอาจส่งผลให้เกิดอาการดังต่อไปนี้:

  • อาการปวดเรื้อรังหรือไม่สบาย
  • ภาวะเจริญพันธุ์ลดลงในกรณีที่ไม่ได้รับการรักษาการติดเชื้อหรือโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
  • ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อลุกลามไปยังอวัยวะอื่นเพิ่มมากขึ้น
  • คุณภาพชีวิตลดลงเนื่องจากความเจ็บปวดอย่างต่อเนื่อง

คำถามที่พบบ่อย

1. อาการปวดอุ้งเชิงกรานเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งได้หรือไม่?

แม้ว่าอาการปวดอุ้งเชิงกรานอาจเกิดจากมะเร็ง แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากภาวะที่ไม่ร้ายแรง เช่น อาการปวดประจำเดือนหรือปัญหาระบบทางเดินอาหาร อย่างไรก็ตาม อาการปวดอุ้งเชิงกรานที่ไม่ทราบสาเหตุหรือเรื้อรังควรได้รับการประเมินจากแพทย์เพื่อแยกแยะโรคร้ายแรง

2. ฉันจะจัดการกับอาการปวดอุ้งเชิงกรานที่บ้านได้อย่างไร?

การเยียวยาที่บ้านสำหรับอาการปวดอุ้งเชิงกรานเล็กน้อย ได้แก่ การใช้แผ่นความร้อน การรับประทานยาแก้ปวดที่ซื้อเองได้ และการใช้เทคนิคการผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม หากอาการปวดไม่หายหรือแย่ลง ควรไปพบแพทย์

3. อาการปวดอุ้งเชิงกรานเป็นเรื่องปกติในระหว่างตั้งครรภ์หรือไม่?

ใช่ อาการปวดอุ้งเชิงกรานมักเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การไหลเวียนของเลือดที่เพิ่มขึ้น และมดลูกที่โตขึ้น อย่างไรก็ตาม อาการปวดอย่างรุนแรงหรือฉับพลันควรได้รับการประเมินจากแพทย์เพื่อแยกแยะภาวะแทรกซ้อน

4. อาการปวดอุ้งเชิงกรานจะคงอยู่เป็นเวลานานแค่ไหน?

ระยะเวลาของอาการปวดอุ้งเชิงกรานขึ้นอยู่กับสาเหตุ อาการปวดอุ้งเชิงกรานเล็กน้อยอาจหายไปภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน ในขณะที่อาการเรื้อรัง เช่น โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือเนื้องอกในมดลูก อาจทำให้เกิดอาการปวดต่อเนื่องซึ่งต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์

5. อาการปวดอุ้งเชิงกรานส่งผลต่อสุขภาพทางเพศของฉันได้หรือไม่?

ใช่ อาการปวดอุ้งเชิงกรานอาจส่งผลต่อสุขภาพทางเพศโดยทำให้รู้สึกไม่สบายขณะมีเพศสัมพันธ์หรือลดความต้องการทางเพศ หากอาการปวดอุ้งเชิงกรานส่งผลต่อกิจกรรมทางเพศ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

สรุป

อาการปวดอุ้งเชิงกรานเป็นอาการทั่วไปที่อาจเกิดจากภาวะต่างๆ ได้หลากหลาย การวินิจฉัยและการรักษาในระยะเริ่มต้นเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการกับความเจ็บปวดและป้องกันภาวะแทรกซ้อน หากคุณมีอาการปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรังหรือรุนแรง ควรปรึกษาผู้ให้บริการด้านการแพทย์เพื่อระบุสาเหตุเบื้องต้นและรับการรักษาที่เหมาะสม

ภาพ ภาพ
ขอรับการติดต่อกลับ
ขอโทรกลับ
ประเภทคำขอ
ภาพ
คุณหมอ
นัดหมายแพทย์
จองนัดหมาย
ดูนัดหมายจอง
ภาพ
โรงพยาบาล
ค้นหาโรงพยาบาล
โรงพยาบาล
ดูค้นหาโรงพยาบาล
ภาพ
การตรวจสุขภาพ
จองการตรวจสุขภาพ
ตรวจสุขภาพ
ดูหนังสือตรวจสุขภาพ
ภาพ
คุณหมอ
นัดหมายแพทย์
จองนัดหมาย
ดูนัดหมายจอง
ภาพ
โรงพยาบาล
ค้นหาโรงพยาบาล
โรงพยาบาล
ดูค้นหาโรงพยาบาล
ภาพ
การตรวจสุขภาพ
จองการตรวจสุขภาพ
ตรวจสุขภาพ
ดูหนังสือตรวจสุขภาพ